
วันสุดท้ายที่ทำงานมักเป็นวันที่เอกสารหลายอย่างมาพร้อมกัน ทั้งหนังสือเลิกจ้าง หนังสือลาออก เงินเดือนงวดสุดท้าย และคำถามว่าจะมีรายได้จากไหนระหว่างหางานใหม่ สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 เงินทดแทนกรณีว่างงานช่วยประคองรายได้ได้ช่วงหนึ่ง แต่เหตุที่ออกจากงานมีผลโดยตรงต่ออัตราเงินและจำนวนวันที่รับสิทธิ
- ดูว่าเคยส่งเงินสมทบกรณีว่างงานอย่างน้อย 6 เดือนในช่วง 15 เดือนก่อนว่างงานหรือไม่
- เก็บเอกสารที่บอกวันสิ้นสุดการจ้างและเหตุออกจากงานให้ครบ
- ขึ้นทะเบียนผู้ว่างงานภายใน 30 วันนับจากวันที่ออกจากงาน
- ตรวจวันนัดและรายงานตัวอย่างน้อยเดือนละครั้งตามที่ระบบกำหนด
- แยกเงินทดแทนจากประกันสังคมออกจากค่าชดเชยที่นายจ้างอาจต้องจ่าย
ลาออกกับถูกเลิกจ้างต่างกันตรงไหน
ถ้าเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 และผ่านเงื่อนไขอื่นครบ ผู้ที่ถูกเลิกจ้างมีสิทธิรับเงินทดแทนในอัตรา 50% ของค่าจ้างที่ใช้คำนวณ ครั้งละไม่เกิน 180 วันภายในหนึ่งปีปฏิทิน ส่วนผู้ที่ลาออกเองหรือสิ้นสุดสัญญาจ้างตามกำหนดได้รับในอัตรา 30% ครั้งละไม่เกิน 90 วันภายในหนึ่งปีปฏิทิน ทั้งสองกรณีเริ่มนับสิทธิจากวันที่ 8 ของการว่างงาน ไม่ใช่ตั้งแต่วันแรกที่หยุดทำงาน
คำว่า “ถูกเลิกจ้าง” ในที่นี้หมายถึงนายจ้างเป็นฝ่ายยุติการจ้างโดยผู้ประกันตนไม่ได้ลาออกเอง ส่วน “สิ้นสุดสัญญา” คือสัญญาที่กำหนดวันจบไว้สิ้นสุดลงตามเงื่อนไขเดิม แม้ผู้ทำงานจะไม่ได้เป็นฝ่ายขอออก แต่เกณฑ์เงินว่างงานของประกันสังคมจัดกรณีสิ้นสุดสัญญาไว้กับกลุ่มลาออกที่อัตรา 30% สูงสุด 90 วัน จึงไม่ควรเข้าใจว่าสัญญาหมดทุกกรณีจะเท่ากับถูกเลิกจ้าง
เงื่อนไขก่อนขอรับเงินทดแทนกรณีว่างงาน
อัตรา 50% หรือ 30% เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเกณฑ์ ผู้ขอรับสิทธิต้องผ่านเงื่อนไขพื้นฐานด้วย จุดแรกคือมีการส่งเงินสมทบกรณีว่างงานมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือนภายใน 15 เดือนก่อนวันที่ว่างงาน เดือนที่ส่งไม่จำเป็นต้องเรียงติดกัน แต่ต้องอยู่ในช่วงเวลาที่กฎหมายกำหนด หากเพิ่งเริ่มงานและส่งไม่ถึง 6 เดือน สิทธิอาจยังไม่เกิดแม้ถูกเลิกจ้างจริง

อีกเงื่อนไขที่มีผลมากคือเวลา ผู้ประกันตนควรขึ้นทะเบียนภายใน 30 วันนับจากวันที่ลาออก ถูกเลิกจ้าง หรือสิ้นสุดสัญญา หากขึ้นทะเบียนช้าอาจไม่ได้รับสิทธิย้อนหลังสำหรับวันที่ผ่านไป แม้ยังอยู่ในช่วงสูงสุด 90 หรือ 180 วันก็ตาม การรอหนังสือรับรองฉบับสวยหรือรอให้นายจ้างโอนเงินงวดสุดท้ายก่อนจึงอาจทำให้เสียวันโดยไม่จำเป็น หากเอกสารยังไม่ครบ ให้ตรวจรายการที่ระบบใช้และสอบถามหน่วยงานแทนการปล่อยเกินกำหนด
เงินทดแทนเริ่มเกิดสิทธิตั้งแต่วันที่ 8 ของการว่างงานเมื่อผ่านเงื่อนไข ไม่ได้แปลว่าเงินจะโอนเข้าบัญชีในวันที่ 8 ทันที การจ่ายยังขึ้นอยู่กับการขึ้นทะเบียน การรายงานตัว ข้อมูลการสิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตนจากนายจ้าง และการอนุมัติของสำนักงานประกันสังคม จึงควรแยก “วันเริ่มนับสิทธิ” ออกจาก “วันที่เงินเข้าบัญชี”
ตารางเปรียบเทียบลาออก สิ้นสุดสัญญา และถูกเลิกจ้าง
| เหตุออกจากงาน | อัตราจากฐานค่าจ้าง | ระยะเวลาสูงสุด | ยอดเทียบเท่าต่อเดือนเมื่อใช้ฐานสูงสุด 17,500 บาท |
|---|---|---|---|
| ถูกเลิกจ้าง | 50% | ไม่เกิน 180 วันต่อปีปฏิทิน | 8,750 บาทสำหรับเดือนเต็มตามตัวอย่าง |
| ลาออกเอง | 30% | ไม่เกิน 90 วันต่อปีปฏิทิน | 5,250 บาทสำหรับเดือนเต็มตามตัวอย่าง |
| สิ้นสุดสัญญาจ้างตามกำหนด | 30% | ไม่เกิน 90 วันต่อปีปฏิทิน | 5,250 บาทสำหรับเดือนเต็มตามตัวอย่าง |
ยอดในคอลัมน์สุดท้ายเป็นการเทียบจากฐานสูงสุดสำหรับเดือนเต็มเพื่อช่วยวางงบประมาณ ไม่ใช่คำรับรองว่ายอดโอนจริงทุกงวดจะเท่ากัน การจ่ายอาจคิดตามจำนวนวันที่มีสิทธิในงวดนั้น และหยุดเมื่อได้งานใหม่ ใช้สิทธิครบ หรือมีเหตุให้สิ้นสุดสิทธิ ผู้ที่มีฐานค่าจ้างต่ำกว่า 17,500 บาทต้องคำนวณจากฐานของตน ไม่ใช่ใช้ยอดสูงสุดในตาราง
กฎกระทรวงกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 พ.ศ. 2568 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 142 ตอน 81 ก วันที่ 12 ธันวาคม 2568 กำหนดให้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ฐานค่าจ้างสูงสุดเป็น 17,500 บาทต่อเดือน การคำนวณตัวอย่างในหน้านี้จึงไม่ใช้เพดานเดิม 15,000 บาทที่ยังพบในบทความและเอกสารเก่าหลายแห่ง
ตัวอย่างคำนวณจากฐานค่าจ้างปี 2569

หลักคิดเริ่มจากดูฐานค่าจ้างที่สำนักงานประกันสังคมใช้ ไม่ใช่ดูยอดเงินเดือนปัจจุบันเพียงช่องเดียว หากค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานต่ำกว่าเพดาน ให้ใช้อัตรา 50% หรือ 30% กับฐานนั้น แต่ถ้าฐานสูงกว่า 17,500 บาท การคำนวณในช่วงปี 2569 จะหยุดที่เพดาน 17,500 บาท
ตัวอย่างที่ 1 ฐานค่าจ้าง 12,000 บาท
หากถูกเลิกจ้าง อัตรา 50% เทียบได้กับ 6,000 บาทต่อเดือนสำหรับเดือนเต็ม หากลาออกเองหรือสิ้นสุดสัญญา อัตรา 30% เทียบได้กับ 3,600 บาทต่อเดือน ระยะเวลาสูงสุดยังต่างกัน คือ 180 วันสำหรับถูกเลิกจ้างและ 90 วันสำหรับลาออกหรือสิ้นสุดสัญญา ทั้งนี้ต้องผ่านเงื่อนไขการส่งเงินสมทบและรายงานตัวครบด้วย
ตัวอย่างที่ 2 เงินเดือน 20,000 บาท แต่ฐานสูงสุดอยู่ที่ 17,500 บาท
ผู้ที่มีค่าจ้างตั้งแต่ 17,500 บาทขึ้นไปไม่ได้คำนวณจากเงินเดือนทั้งหมด กรณีถูกเลิกจ้าง 50% ของเพดานเทียบได้กับ 8,750 บาทต่อเดือน ส่วนลาออกหรือสิ้นสุดสัญญา 30% เทียบได้กับ 5,250 บาทต่อเดือน การใช้เลข 7,500 หรือ 4,500 บาทจากเพดานเดิม 15,000 บาทจึงไม่ตรงกับฐานสูงสุดที่มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569
หลังออกจากงานต้องทำอะไร เรียงตามลำดับ

1. ตรวจเอกสารและเหตุออกจากงาน
ดูวันที่ทำงานวันสุดท้าย วันที่มีผลตามหนังสือลาออกหรือหนังสือเลิกจ้าง และเหตุที่นายจ้างแจ้ง เก็บสลิปเงินเดือน หนังสือรับรองการทำงาน สัญญาจ้าง และหลักฐานการสื่อสารไว้กับตนเอง ถ้าชื่อ วัน หรือเหตุออกจากงานผิด ให้ขอแก้ไขโดยเร็ว ไม่ควรเขียนข้อความเพิ่มเติมลงบนเอกสารต้นฉบับเอง
2. ขึ้นทะเบียนผู้ว่างงานภายใน 30 วัน
ดำเนินการผ่านระบบขึ้นทะเบียนและรายงานตัวผู้ประกันตนกรณีว่างงานของกรมการจัดหางานตามช่องทางที่หน่วยงานประกาศ ตรวจชื่อโดเมนทุกครั้งและหลีกเลี่ยงลิงก์ที่ขอให้ติดตั้งแอปนอกสโตร์ ข้อมูลเอกสารและขั้นตอนสามารถตรวจเพิ่มได้จาก รายการเอกสารลงทะเบียนว่างงานและวิธีเข้าระบบ
3. บันทึกวันนัดและรายงานตัวอย่างน้อยเดือนละครั้ง
หลังขึ้นทะเบียนแล้ว ระบบจะแจ้งวันรายงานตัว ผู้ขอรับสิทธิต้องรายงานสถานะอย่างน้อยเดือนละครั้งตามกำหนด ไม่ใช่ลงทะเบียนครั้งเดียวแล้วรอเงินทุกเดือน ควรบันทึกวันนัดไว้ในปฏิทินและตรวจว่าสถานะส่งสำเร็จ ดู วิธีรายงานตัวว่างงานตามนัด หรือ แนวทางเมื่อพลาดนัดรายงานตัว ตามสถานการณ์
4. ตรวจสถานะทั้งฝั่งกรมการจัดหางานและประกันสังคม
กรมการจัดหางานดูแลการขึ้นทะเบียน การหางาน และการรายงานตัว ส่วนสำนักงานประกันสังคมพิจารณาสิทธิและจ่ายเงิน ขึ้นทะเบียนสำเร็จที่ระบบหนึ่งจึงไม่ได้หมายความว่าอีกระบบอนุมัติการจ่ายแล้ว หากสถานะค้าง ให้ดูว่าอยู่ขั้นตอนไหนก่อนโทรถาม เพื่อไม่ต้องเล่าเรื่องใหม่หลายรอบ
5. แจ้งตามจริงเมื่อได้งานใหม่
เมื่อเริ่มงานใหม่หรือมีสถานะที่ทำให้ไม่ว่างงานแล้ว ให้แจ้งตามขั้นตอนและหยุดยืนยันว่าตนยังไม่มีงาน การรับเงินเกินช่วงมีสิทธิอาจนำไปสู่การเรียกคืนภายหลัง หากวันเริ่มงานใหม่กับวันที่นายจ้างแจ้งเข้าประกันสังคมไม่ตรงกัน ควรเก็บสัญญาหรือหลักฐานวันเริ่มงานไว้ใช้ชี้แจง
ไปยังบริการขึ้นทะเบียนผู้ว่างงานของกรมการจัดหางาน ↗
เหตุที่อาจไม่ได้รับเงินว่างงาน แม้จะถูกเลิกจ้าง
คำว่า “ถูกเลิกจ้าง” ไม่ได้ทำให้เกิดสิทธิอัตโนมัติ กฎหมายประกันสังคมกำหนดเหตุบางประเภทที่ทำให้ไม่มีสิทธิรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน เช่น ทุจริตต่อหน้าที่หรือจงใจกระทำความผิดอาญาต่อนายจ้าง จงใจทำให้นายจ้างเสียหาย ฝ่าฝืนข้อบังคับหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมในกรณีร้ายแรง หรือประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง

กรณีละทิ้งหน้าที่ เกณฑ์เงินว่างงานที่ต้องตรวจคือการละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 7 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร ไม่ควรนำตัวเลข 3 วันที่พบในคำอธิบายเรื่องค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานมาใช้แทนกัน เพราะเป็นคนละสิทธิและคนละบทกฎหมาย ความแตกต่างนี้เป็นอีกเหตุผลที่ต้องแยก “เงินทดแทนว่างงาน” ออกจาก “ค่าชดเชยเลิกจ้าง” ให้ชัด
กรณีได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดก็เป็นเหตุที่ต้องพิจารณา แต่มีข้อยกเว้นเมื่อเป็นโทษสำหรับความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ จึงไม่ควรสรุปกว้าง ๆ ว่าผู้ที่เคยมีโทษจำคุกจะหมดสิทธิทุกกรณี หากข้อเท็จจริงซับซ้อน ควรนำเอกสารคำพิพากษาหรือคำสั่งที่เกี่ยวข้องไปสอบถามสำนักงานประกันสังคม และอาจขอคำปรึกษากฎหมายแรงงานจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ
เงินทดแทนประกันสังคมไม่ใช่ค่าชดเชยเลิกจ้างจากนายจ้าง
คนทำงานมักเรียกทั้งสองอย่างว่า “เงินชดเชยว่างงาน” จึงเกิดความสับสน เงินทดแทนกรณีว่างงานจ่ายจากกองทุนประกันสังคมแก่ผู้ประกันตนที่ผ่านเงื่อนไข ส่วนค่าชดเชยเลิกจ้างเป็นหน้าที่ของนายจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานเมื่อมีเหตุและอายุงานเข้าเกณฑ์ การได้รับอย่างหนึ่งไม่ได้แปลว่าจะหมดสิทธิอีกอย่างโดยอัตโนมัติ และการไม่มีสิทธิอย่างหนึ่งก็ไม่ได้ตอบอีกสิทธิแทนกัน

ตัวเลข “ละทิ้งหน้าที่” เป็นตัวอย่างที่เห็นความต่างชัด เกณฑ์ที่เกี่ยวกับเงินว่างงานตามประกันสังคมในงานนี้ใช้ 7 วันทำงานติดต่อกัน ส่วนข้อยกเว้นการจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานอาจกล่าวถึง 3 วันทำงานติดต่อกัน การเห็นคำคล้ายกันไม่ได้หมายความว่านำจำนวนวันมาใช้สลับกันได้
เมื่อถูกเลิกจ้าง ควรขอเอกสารแยกเป็นเรื่อง ๆ ได้แก่ หนังสือระบุวันและเหตุเลิกจ้าง รายการค่าจ้างค้าง เงินแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าถ้ามี ค่าชดเชยตามอายุงานถ้ามี และเอกสารประกันสังคม หากนายจ้างไม่จ่ายเงินที่ควรจ่าย ให้ติดต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานหรือพนักงานตรวจแรงงาน ส่วนเรื่องเงินว่างงานให้ติดต่อกรมการจัดหางานและสำนักงานประกันสังคม
สำหรับภาพรวมสิทธิอื่นของผู้ประกันตน อ่านต่อได้ที่ คู่มือประกันสังคมสำหรับผู้ประกันตน และกลับไปดูรายการบทความที่ คู่มือสิทธิกรณีว่างงาน การแยกหน่วยงานตั้งแต่ต้นช่วยลดการส่งเรื่องผิดที่และลดเวลารอคำตอบ
ขึ้นทะเบียนแล้วเงินยังไม่เข้า ควรตรวจอะไรตามลำดับ
ไม่มีวันโอนเดียวกันสำหรับผู้ว่างงานทุกคน เพราะวันออกจากงาน วันขึ้นทะเบียน วันรายงานตัว ความครบถ้วนของข้อมูลนายจ้าง และรอบอนุมัติไม่ตรงกัน หากยังไม่เห็นเงิน ไม่ควรเริ่มจากการกรอกคำขอใหม่ซ้ำ ให้ไล่ตรวจสถานะทีละส่วน

- ตรวจว่าขึ้นทะเบียนสำเร็จจริง ดูข้อความยืนยัน เลขอ้างอิง และวันนัด ไม่ยึดเพียงว่ากดส่งแล้ว
- ตรวจการรายงานตัวงวดล่าสุด ดูว่าส่งสำเร็จหรืออยู่ระหว่างแก้ไข หากพลาดนัดให้ติดต่อกรมการจัดหางาน
- ตรวจข้อมูลจากนายจ้าง วันสิ้นสุดผู้ประกันตนและเหตุออกจากงานต้องสอดคล้องกับเอกสารของผู้สมัคร
- ตรวจสถานะการพิจารณาของสำนักงานประกันสังคม แยกจากสถานะของกรมการจัดหางาน เพราะขึ้นทะเบียนสำเร็จยังไม่ใช่การอนุมัติเงิน
- ตรวจบัญชีรับเงิน ชื่อบัญชีและข้อมูลต้องตรงตามที่ระบบกำหนด และบัญชียังใช้งานได้
ก่อนโทรหาเจ้าหน้าที่ ควรเตรียมวันออกจากงาน วันขึ้นทะเบียน วันรายงานตัวครั้งล่าสุด และข้อความสถานะที่เห็น โดยไม่ส่งรหัสผ่านหรือ OTP ให้ใคร หากติดต่อกรมการจัดหางานแล้วพบว่าข้อมูลการรายงานตัวครบ แต่สำนักงานประกันสังคมยังไม่อนุมัติ ให้ติดต่อสำนักงานประกันสังคมสายด่วน 1506 หรือสำนักงานพื้นที่เพื่อถามว่าขาดข้อมูลส่วนใด
คำถามที่พบบ่อยเรื่องเงินว่างงาน ลาออก และถูกเลิกจ้าง
ลาออกเองมีสิทธิได้เงินว่างงานหรือไม่
มีได้ หากเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ส่งเงินสมทบกรณีว่างงานอย่างน้อย 6 เดือนภายใน 15 เดือนก่อนว่างงาน ขึ้นทะเบียนภายใน 30 วัน และทำตามเงื่อนไขอื่นครบ อัตราสำหรับลาออกคือ 30% ของฐานค่าจ้าง ครั้งละไม่เกิน 90 วันในหนึ่งปีปฏิทิน โดยเริ่มสิทธิตั้งแต่วันที่ 8 ของการว่างงาน
หมดสัญญาจ้างถือว่าถูกเลิกจ้างหรือไม่
สำหรับเกณฑ์เงินทดแทนว่างงาน การสิ้นสุดสัญญาจ้างตามกำหนดอยู่ในกลุ่มอัตรา 30% สูงสุด 90 วัน เช่นเดียวกับลาออก ไม่ใช่อัตรา 50% สูงสุด 180 วันของการถูกเลิกจ้าง หากสัญญาหรือสถานการณ์จริงไม่ชัดเจน ควรให้หน่วยงานตรวจเอกสารก่อนเลือกเหตุออกจากงาน
เงินเดือน 25,000 บาท จะได้เงินว่างงานคิดจาก 25,000 บาทหรือไม่
ไม่คิดจากเงินเดือนทั้งหมดเมื่อสูงกว่าเพดาน ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 เพดานฐานค่าจ้างมาตรา 33 อยู่ที่ 17,500 บาท ตัวอย่างยอดเทียบเท่ารายเดือนจึงสูงสุด 8,750 บาทสำหรับถูกเลิกจ้าง และ 5,250 บาทสำหรับลาออกหรือสิ้นสุดสัญญา ยอดจริงขึ้นกับจำนวนวันที่มีสิทธิและผลอนุมัติ
ขึ้นทะเบียนวันที่ 40 หลังออกจากงาน ยังยื่นได้ไหม
ควรติดต่อกรมการจัดหางานและสำนักงานประกันสังคมทันที เพราะกำหนดขึ้นทะเบียนคือภายใน 30 วัน การยื่นช้าอาจทำให้ไม่ได้รับสิทธิย้อนหลังสำหรับช่วงที่ผ่านไป อย่าแก้วันที่ออกจากงานหรือให้บุคคลอื่นสร้างเอกสารย้อนหลังเพื่อให้ดูว่าอยู่ในกำหนด
ต้องรายงานตัวทุกกี่วัน
ต้องรายงานตัวอย่างน้อยเดือนละครั้งตามวันที่ระบบกำหนด ให้ยึดวันนัดในบัญชีของตนเอง ไม่ใช้วันที่ของเพื่อนหรือรอบเดือนก่อน หากได้งานใหม่ก่อนวันนัด ให้แจ้งสถานะตามจริงแทนการรายงานว่ายังว่างงาน
ถูกเลิกจ้างเพราะขาดงาน 3 วัน จะหมดสิทธิเงินว่างงานเลยหรือไม่
อย่าใช้เกณฑ์ค่าชดเชยนายจ้างมาตอบแทนสิทธิประกันสังคม สำหรับเงินทดแทนว่างงาน ข้อมูลที่ต้องตรวจในกรณีละทิ้งหน้าที่คือ 7 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร ส่วน 3 วันเป็นตัวเลขที่พบในกฎหมายคุ้มครองแรงงานเรื่องข้อยกเว้นค่าชดเชย ข้อเท็จจริงและหลักฐานยังต้องให้หน่วยงานพิจารณา
ถ้าได้รับค่าชดเชยจากนายจ้างแล้ว ยังขอเงินว่างงานได้หรือไม่
สองส่วนมาจากคนละกฎหมายและคนละผู้จ่าย การได้รับค่าชดเชยจากนายจ้างไม่ได้ตัดเงินทดแทนว่างงานโดยอัตโนมัติ หากผู้ประกันตนผ่านเงื่อนไขประกันสังคมก็ยื่นขอได้ ส่วนข้อพิพาทเรื่องค่าชดเชยให้ติดต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ไม่ใช่กรมการจัดหางาน
ได้รับโทษจำคุกแล้วไม่มีสิทธิทุกกรณีหรือไม่
ไม่ควรเหมารวม เหตุจำคุกที่กฎหมายกล่าวถึงมีข้อยกเว้นสำหรับโทษจากความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ หากเกี่ยวข้องกับกรณีของตน ควรให้สำนักงานประกันสังคมตรวจเอกสารและข้อเท็จจริงโดยตรง
สิทธิของแต่ละคนขึ้นอยู่กับข้อมูลในระบบและหลักฐานจริง หากข้อความบนหน้าจอไม่ตรงกับบทความนี้ ให้ยึดผลจากหน่วยงานเจ้าของเรื่องและติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอคำอธิบาย GovRights ไม่รับเอกสารส่วนบุคคลและไม่สามารถอนุมัติหรือเร่งการจ่ายเงินแทนหน่วยงานได้